
ถึงแม้สุบราห์มันยัม ไจเฉลียงคาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศประเทศอินเดีย กับ หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน จะปรึกษาหารือและขอคำแนะนำนอกรอบระหว่างการสัมมนาหน่วยงานความร่วมแรงร่วมใจเซี่ยงไฮ้ (SCO) ในกรุงมอสโกของรัสเซีย โดยทั้งสองฝ่ายได้บรรลุกติกาด้วยกัน 5 ข้อ เพื่อทุเลาความเคร่งเครียดระหว่างกองทัพทั้งคู่ประเทศรอบๆอณาเขตจีน-ประเทศอินเดีย
แม้กระนั้นตามชายแดนของอีกทั้ง 2 ประเทศมิได้สงบตามไปด้วย ยังมีการแสดงแสนยานุภาพกันปกติ อินเดียนั้นส่งยุทธภัณฑ์เข้าไปในชายแดนอย่างเร่งด่วนก่อนที่จะถึงหน้าหนาวซึ่งทางจะถูกตัดขาด ส่วนจีนก็รีบเสริมกำลังเข้าไปในประเทศทิเบตอีกทั้งกำลังทหารแล้วก็กำลังการพัฒนาพื้นที่
ในเวลานี้ศึกประเทศอินเดียคือปัญหาเฉพาะหน้าที่สุด ลงรองมาเป็นแนวสมุทรจีนใต้
ถามคำถามว่าจีนจะต่อกรจุดไหนก่อน?
เฉียวเหลียง นายพลปลดเกษียณราชการในทัพอากาศกองทัพปลดปล่อยพสกนิกร นักเขียนหนังสือ "การศึกไร้ขีดจำกัด" (Unrestricted Warfare) ซึ่งนักเขียนเคยพรีเซ็นท์ไป พูดว่าจีนน่าจะพร้อมรับกับการรบกับประเทศอินเดีย
นายพลเฉีฮวบอกในบัญชี WeChat ว่า “พวกเรา (คนจีน) ไม่สมควรประเมินการโต้ตอบของประเทศอินเดียสูงเกินความจำเป็น แต่ว่าพวกเราจำต้องไม่ปลดปล่อยให้การคุ้มครองป้องกันของพวกเราลดน้อยลง” และก็จีนจะต้องมีท่วงท่า “เริ่ม” ในเรื่องที่ความไม่ถูกกันทางการทหารที่ร้ายแรงขึ้นตามแนวชายแดน
คำว่า “เริ่ม” นายพลเฉเหลียงใช้บางทีอาจแปลได้ว่าจีนควรจะมีทีท่าเชิงรุก
ที่ปรึกษาคนสำคัญของที่มีความสำคัญในการรบการรบแผนใหม่ของจีนกล่าวว่า “จึงควรจู่โจมอย่างเร็วรวมทั้งควบคุมสเกลในการทำศึกขนาดเล็กรวมทั้งขนาดกึ่งกลางที่มุ่งสร้างความเจ็บให้กับปรปักษ์ ด้วยประการฉะนี้ (จีน) ก็เลยจะได้รับการยอมรับจากการทำสงครามเล็กๆ”
แม้จีนได้รับความมีชัยในการทำศึกที่ควบคุมขนาดได้ จีนก็จะสามารถทำให้สหรัฐรวมทั้งฝ่ายสนับสนุนเอกราชในไต้หวันจำเป็นต้องเคารพยำเกรง
จะมองเห็นได้ว่าเฉียวเหลียงเสนอแผน "ตีประเทศอินเดียกระทบอเมริกา" เป็นการทำสงครามที่เอาชนะได้ง่ายเพื่อทำให้ประเทศที่เป็นคู่ความกับจีน "จริงๆ" ไม่กล้ายุ่งกับจีน
เพราะฉะนั้นในทรรศนะของเฉียวเหลียง จีนควรตีศัตรูใกล้เพื่อศัตรูไกลไม่กล้าขยับเขยื้อน
ทรรศนะนี้ของเฉียวเหลียงเสนอไว้เมื่อมิ.ย. ซึ่งมองผิวเผินเสมือนจะสวนกับทรรศนะของเขาเมื่อพฤษภาคมที่แนะว่าจีนควรจุดโฟกัสที่สหรัฐในฐานะข้าศึกหลัก
เวลานี้เขากล่าวว่าจีนกำลังถูกรุมจากสหรัฐแล้วก็ไต้หวัน ด้วยเหตุนั้น “เมื่อคุณกำลังเจอหน้ากับกลุ่มสำหรับในการต่อสู้คุณจะต้องกำจัดผู้ที่ใหญ่ที่สุดก่อนรวมทั้งปรปักษ์คนอื่นก็จะหงอไปเอง”
จะมองเห็นได้ว่าทรรศนะนี้คล้ายกับที่เขาเสนอประเด็นการทำสงครามกับประเทศอินเดีย โน่นเป็นการทำสงครามปราบกับวัตถุประสงค์เป็นรายๆไปเพื่อทำให้ "พวกศัตรู" กลัวเกรง
สิ่งที่ไม่เหมือนกันเป็น ช่วงแรกเขาเสนอให้ล้มยักษ์เลยเป็นสหรัฐ แม้กระนั้นถัดมาเสนอให้รบสเกลย่อมๆกับประเทศอินเดียไปก่อน คาดว่าที่เขาเปลี่ยนท่าทีก็เนื่องจากจากนั้นจีนมีเรื่องมีราวกับประเทศอินเดีย รวมทั้งจีนมีเป้าหมายเฉพาะหน้าที่อันตรายกว่า เพราะเหตุว่ามีเขตแดนใกล้กับประเทศอินเดียหลายพันไมล์
แม้กระนั้นข้อแนะนำของเฉียวเหลียงไม่ใช่จุดยืนของรัฐบาลจีน มันเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแค่นั้น (ถึงแม้ว่าการที่จีนจะจัดการกับประเทศอินเดียได้ มีคำบัญชาให้ทหารตามแนวชายแดนพร้อมเพิ่มระดับการเผชิญหน้าสูงสุดเป็นชั้นสอง)
ชาวจีนมิได้เกลียดชังสหรัฐถึงกับขนาดจะฆ่าจะแกงทุกครั้งที่มีปัญหา ยิ่งกับไต้หวันแล้วจีนยากที่ลงมืออย่างหนัก
หากว่าสีจิ้นผิงจะมีทีท่าค่อนข้างจะแข็งกระด้างแต่ว่าเป็นเพราะว่าได้รับการกระตุ้นกระตุ้นจากสหรัฐเป็นหลัก ท่วงท่าแข็งกระด้างกับสหรัฐพลอยทำให้จีนกร้าวกับประเทศอื่นๆไปด้วย
ประเด็นนี้ทำให้รำลึกถึงประวัติศาสตร์ความเชื่อมโยงกับสหรัฐตั้งแต่สมัยริเริ่มตั้งขึ้นประเทศจีนใหม่ๆในสมัยนั้นสหรัฐกับจีนเป็นศัตรูที่ยืนอยู่คนละขั้ว ราวกับยน้ำกับน้ำมันไม่บางทีอาจรวมกันได้
ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันในการสู้รบประเทศเกาหลี รวมทั้งในการทำศึกนั้นเหมาเจ๋อตง หัวหน้าสูงสุดของจีนยังส่งลูกชายไปรบด้วย จนถึงเสียชีวิตในสนามรบประเทศเกาหลี
แม้ว่าจะเสียลูกชายไปในการรบกับพวกอเมริกัน แต่ว่าคนเขียนมีความคิดว่าเหมาเจ๋อตงก็น่าจะเป็นเป็นพวกนิยมอเมริกันอยู่ลึกๆ
แนวทางคิดของเหมาเจ๋อตงเป็นแบบงี้ จีนจะต้องมองดูศัตรูใกล้เป็น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย รวมทั้งรัสเซีย กรุ๊ปประเทศกลุ่มนี้เป็นไม่เบื่อไม้เมากับจีนตลอดมา ประเทศญี่ปุ่นโน่นเป็นโกรธแค้นฝังหุ่นตั้งแต่ยุคสงครามโลก อินเดียมีปัญหาชายแดนที่ไม่มีทางสิ้นสุด แล้วก็รัสเซียเป็นประเภทที่เชื่อถือได้ยาก แต่ว่าจำเป็นต้องคบกันไปเพื่อถ่วงดุลทางการนักการทูต
เหมาพูดว่าจะสู้กับศัตรูใกล้จำเป็นต้องใช้แนวทางของบรรพบุรุษ เป็นจะต้องไปสร้างแนวร่วมที่ไกลตัวออกไปเพื่อปิดล้อมเข้ามา แนวทางลักษณะนี้เป็นยุทธศิลปสร้างผู้สนับสนุนแนวตั้งแนวขนานในสมัยรณเมือง (หรือจัดจ้านกว๋อ ประมาณ481- 221 ปีกลายคริสตกาล) จำเป็นต้องใช้พวกสำนักวิชานักการทูต ปากเป็นเอกเลขเป็นโท ผสานผลตอบแทนเก่ง โน้มน้าวให้มิตรไกลมาช่วยล้อมศัตรูใกล้แบบแนบเนียน
มิตรไกลของเหมาเจ๋อตงเป็นสหรัฐ ที่เขาดึงเข้ามาช่วยจนถึงรัสเซียที่เหมาเริ่มมองเห็นแล้วว่าพึ่งมิได้รวมทั้งยังจ้องมองจะจับจีนด้วย ปัจจัยหนึ่งที่จีนแตกหักกับรัสเซียเนื่องจากว่าข้างนั้นปรารถนาสร้างแนวร่วมคุ้มครองป้องกันทวีปเอเชียคล้ายอนุสัญญาวอร์ซอ
แม้กระนั้นจีนสงสัยว่าไอ้เจ้าแนวร่วมนี้มันมิได้ทำขึ้นมาเพื่อปกป้องทวีปเอเชียจากอเมริกัน แต่ว่าเพื่อล้อมจีนเสียมากกว่าโดยมีมอสโกเป็นคันเบ็ดส่วนให้เวียดนามเป็นตาขอเบ็ดช่วยเหลือกันเกี่ยวจีน
ขณะนั้นจีนช่วยเวียดนามกระหน่ำสหรัฐ แต่ว่าภายหลังจากสะบั้นรักกับรัสเซีย ไม่นานจีนหันไปกระหน่ำเวียดนามเสียเอง แล้วก็ยังมีการพูดจาเพื่อเปิดชมรมทางการราชทูตระหว่างสองประเทศอีกรอบโดยมี คิสสิงพบร์ อุตส่าห์แอบเข้ามาคุยถึงจีน ต่อจากนั้นราวกับเปิดก๊อก นานาประเทศแห่กันมาคบค้าจีน รวมทั้งไทยด้วย
ในตอนนี้ภาพคล้ายกับเมื่อหลายทศวรรษก่อน รัสเซียกับจีน "ผูกเกลอ" เป็นผู้ส่งเสริมกันรวมทั้งมีท่วงท่าแข็งกระด้างต่อสหรัฐเช่นเดียวกัน
แต่ว่าก็อย่างกับตอนการศึกมเย็น ในตอนที่จีนคบรัสเซียเพื่อหวังเป็นแถวร่วม รัสเซียยังคงขายอาวุธให้ประเทศอินเดียแล้วก็ยังมีความสัมพันธืที่ดีกับอินเดียมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น
ส่วนประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านข้อบังคับให้ทหารไปรบต่างถิ่นได้และก็บากบั่นปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้มีกองทัพได้อีกรอบ จีนยิ่งมองดูประเทศญี่ปุ่นเป็นภัยรุกราม
ส่วนเวียดนามกำลังหาแนวร่วมสู้จีนที่มาฮุบเกาะสมุทรจีนใต้ ถึงขั้นไปคบค้าสมาคมศัตรูเก่าอย่างสหรัฐ (รายนี้ใช้ที่มีความสำคัญในการรบแบบจีน) สองประเทศนี้อาการจะคุยกันตรากตรำ
สักสามสี่ปีกลาย จีนอุตสาหะรับรองกับสหรัฐว่าพวกเราไม่ใช่ภัยรุกรามกันและกัน รวมทั้งในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกอย่างงี้อย่ามาแลกหมัดกันเลย ค้าขายกันจะดีมากกว่า ส่วนประเทศในเครืออำนาจที่ฮึ่มๆกันก็ช่วยห้ามๆแล้วปรับปรุงแก้ไขไปครั้งละเปราะคงจะเข้าที
ที่มีความสำคัญในการรบการค้านำการรบนี่สำคัญมาก เหมาเจ๋อตงก็เคยเปรยๆไว้ก่อนที่จะคบอเมริกันจริงๆจังๆว่า ลูกหม้อสำคัญของอเมริกาเป็นประเทศเกาหลีใต้ คนประเทศเกาหลีนั้นถูกใจรับประทานเผ็ด ส่วนจีนก็ผลิตพริกได้มากมายเป็นอันมาก ถ้าหากเลิกประจันหน้ากันได้จะได้ช่วยเหลือกันค้าขาย ข้างหนึ่งรับประทานพริกข้างหนึ่งค้าพริกต่างก็วินวิน และก็การค้าขายพริกของจีนกับประเทศเกาหลีใต้เป็นแผนหนึ่งสำหรับในการขยับเข้าไปหาสหรัฐเมื่อ 40 กว่าก่อนด้วย สมัครts911
แต่ว่าสถานที่กาณ์เมื่อสามสี่ปีกลายแตกต่างมากมาย ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้สหรัฐปิดตายประตูมิตรภาพกับจีนด้วยการทำสงครามการค้าขาย ทำให้จีนเกือบจะไม่เหลือหนทางที่จะอาจความเป็นเพื่อนเอาไว้ ส่วนประเทศเกาหลีใต้นั้นแสดงออกว่า "ไม่เอาจีน" มากเพิ่มขึ้น
เมื่อประตูการค้าขายถูกปิดตาย ศัตรูไกลที่จีนเพียรพยายามหลีกเลี่ยงก็เปลี่ยนเป็นศัตรูใกล้ไปโดยปริยาย


0 ความคิดเห็น